แชร์

“ม.เกริก” เปิดเวทีเดือด! ฟันธงอนาคตไทยหลังเลือกตั้ง 2569 4 กูรูการเมืองชี้ชะตารัฐบาลใหม่ ฝ่าคลื่นโลก–แรงกดดันภายในประเทศ

อัพเดทล่าสุด: 27 มี.ค. 2026

มหาวิทยาลัยเกริก โดยวิทยาลัยสื่อสารการเมือง ร่วมกับสถาบันพัฒนาภาวะผู้นำ จัดเวทีเสวนาวิชาการหัวข้อ “อนาคตประเทศไทยหลังเลือกตั้งปี 2569” เปิดพื้นที่สาธารณะทางปัญญา ถอดรหัสทิศทางประเทศหลังการเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความท้าทายทั้งในและต่างประเทศการเสวนา“อนาคตประเทศไทยหลังเลือกตั้งปี2569” จัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมวิชาการนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกริก กรุงเทพ

 

โดยมี ดร.ธัญญ์พิชชา อติวัณณ์วงษ์  รองอธิการบดี เป็นประธานเปิดงานดังกล่าว โดยได้รับความสนใจมีผู้เข้าร่วมงาน จำนวนกว่า 200 คน ทั้งจากผู้มีเกียรติในแวดวงการเมือง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิชาการ ตลอดคณาจารย์ นักศึกษา สื่อมวลชน และประชาชน ที่สนใจร่วมการเสวนา พร้อมตั้งประเด็นคำถามกับวิทยากรได้อย่างน่าสนใจเมื่อการเลือกตั้งไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเริ่มต้นของคำถามใหญ่ เวทีเสวนา“อนาคตประเทศไทยหลังเลือกตั้งปี 2569” จึงถูกจับตาจากผู้สนใจอย่างคับคั่ง โดยเฉพาะการรวมตัวของ 4 ผู้ทรงอิทธิพลด้านความคิดทางการเมืองไทย บนเวทีเสนาในครั้งนี้
 
นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์, นายรังสิมันต์ โรม, รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล และ ดร.ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ โดย ผศ.ดร.บุญอยู่ ขอพรประเสริฐเป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมร่วมวิเคราะห์และสรุปมุมมองจากประเด็น ของทั้ง4 กูรู ในการชำแหละอนาคตไทยแบบรอบด้านได้อย่างน่าสนใจความเข้มข้นของเวทีเสวนา“อนาคตประเทศไทยหลังเลือกตั้งปี 2569” ครั้งนี้ ไฮไล้ท์ คือ การชี้เงื่อนไขและตัวแปรต่างๆ ว่า“รัฐบาลอยู่หรือร่วง” ผ่านมุมมองของผู้น่วมเสวนาทั้ง 4 ท่าน อย่างเข้มข้นน่าจับตา
 
 
เริ่มจาก ดร.ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ที่เปิดประเด็นถึง 4 ปัจจัยสำคัญในการชี้ชะตารัฐบาล ได้แก่ 1.การบริหารการเมือง (Political Management) 2.การสื่อสารของรัฐ (Communication) 3.การมีส่วนร่วมของประชาชน (Participation) และ 4.ความเข้าใจประชาชน (Political Empathy) พร้อมเตือน “รัฐบาลจะอยู่ได้ ต้องเชื่อมโยงกับประชาชน ไม่ใช่แค่บริหารเชิงเทคนิค”ต่อมา นายรังสิมันต์ โรม ได้สะท้อนถึงภาพใหญ่ของโลกผ่านกรอบ “2G + Crisis” โดยชี้ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ทางภูมิรัฐศาสตร์ให้ชัด พร้อมยกระดับธรรมาภิบาล และเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือวิกฤต ตั้งแต่สงครามไปจนถึงปัญหาคอร์รัปชัน นอกจากนี้ยังทิ้งท้ายเตือนรัฐไทย “ควนตามโลกให้ทัน”
 
 
ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ เน้นย้ำว่า ความมั่นคงของประเทศในยุคปัจจุบันไม่ได้อยู่แค่ด้านทหาร แต่รวมถึงความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และโครงสร้างพลังงาน (Energy) พร้อมเสนอแนวคิด FEG (Food–Energy–Governance) เป็นแกนหลักของการขับเคลื่อนประเทศ และย้ำแบบหนักแน่นว่า “อาหาร–พลังงาน” คือความมั่นคงใหม่
 
 
นอกจากนี้ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ได้นำเสนอแนวคิด”เศรษฐกิจชาตินิยม” ที่เน้นการพึ่งพาตนเอง ลดการพึ่งพาภายนอก และการชี้แนวทางถึงการเพิ่มบทบาทของรัฐบาลในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกที่ทวีความเข้มข้น พร้อมทิ้งท้ายแนะรัฐบาลหากต้องการพาประเทศไทยให้รอดพ้นจากสภาวะโลกภายนอกที่มีความผันผวนอย่างรุนแรง ควรเดินหน้าและมั่นใจที่จะผลักดัน แนวคิด“เศรษฐกิจชาตินิยม” เพราะนี่ คือทางเลือกเหมาะกับประเทศไทย ในสภาวะโลกที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน เช่นนี้ในท้ายสุดบทสรุปที่ได้จากเวทีเสวนาครั้งนี้ คือ: ไทยกำลังยืนอยู่บน “จุดเปลี่ยน” สำคัญอีกครั้ง เพราะสิ่งสำคัญของการเลือกตั้ง 2569 ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนรัฐบาล แต่เป็น “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ของการเมืองไทย โดยเฉพาะในยุคที่พลเมืองยอมรับให้ดิจิทัลมีบทบาทในชีวิตประจำวันสูงขึ้น ความคาดหวังต่อความโปร่งใสเพิ่มขึ้น ในขณะที่สภาวะโลกภายนอกก็มรความผันผวนรุนแรง “เศรษฐกิจชาตินิยม” จึงเป็นทางเลือกสำหรับยุคที่โลกยังคงมีการแข่งขันสูง
 
ดร.ธัญญ์พิชชา ระบุว่า การเลือกตั้งเป็นกลไกสำคัญของประชาธิปไตยที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชน แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ “ทิศทางหลังเลือกตั้ง” ว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถตอบโจทย์ความคาดหวังของสังคม และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้หรือไม่
 
 
ด้าน ดร.สุทธศรี วงษ์สมาน คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดเวทีครั้งนี้นับเป็นการสะท้อนบทบาทของวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก ที่มีเป้าหมายในการมุ่งสู่การเป็นเป็นศูนย์กลางทางวิชาการที่สร้างองค์ความรู้ และเป็นพื้นที่กลางในการระดมสมอง เพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายสู่รัฐบาลและสังคม อีกทั้งยังเป็นการชูบทบาทมหาวิทยาลัยเกริก และวิทยาลัยสื่อสารการเมือง ในการร่วมเป็นพื้นที่กลางของสังคม ผ่านเวทีเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเสรี ซึ่งช่วยสะท้อนภาพมุมมองทางการเมือง ตามกลไกการเชื่อมโยงสังคมกับนโยบายสาธารณะได้แบบครบวงจร“อนาคตไทย” ไม่ได้อยู่ที่ใครคนเดียว ซึ่งเวทีนี้สะท้อนชัดว่า อนาคตประเทศไทยหลังเลือกตั้ง 2569 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลเพียงลำพัง แต่ขึ้นอยู่กับ ความสามารถของรัฐ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการปรับตัวให้ทันโลกที่เปลี่ยนไป
 
 
 
 

บทความที่เกี่ยวข้อง
สกสว. ขานรับนโยบายกระทรวง อว.  ร่วมขับเคลื่อนประเทศ  เสริมศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ หนุนงานวิจัย พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม  สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จัดประชุมเครือข่ายบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปี พ.ศ.2567
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การเป็นสังคมฐานนวัตกรรม หลายภาคส่วนทั้งภาคอุตสาหกรรมและบริการต้องอาศัยนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ มาประยุกต์ใช้เพื่อให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต การวิจัยจึงถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความก้าวหน้า ดังนั้นกระทรวง อว. จึงให้ความสำคัญต่อการสร้างและพัฒนากำลังคนทักษะสูงโดยเฉพาะในสาขาที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีวิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) รวมถึงด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปะศาสตร์ ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมที่ยั่งยืน
24 พ.ย. 2024
สทนช. รับลูก รองนายกฯ ประเสริฐ ประชุมหน่วยบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ณ สุโขทัย จัดการมวลน้ำลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน เจ้าพระยาตอนล่าง ป้องกันผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา
สทนช. รับข้อสั่งการรองนายกฯ ประเสริฐ ประชุมหน่วยบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ณ จังหวัดสุโขทัย หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจังหวัดท้ายเขื่อนเจ้าพระยา บริหารจัดการน้ำร่วมกันตั้งแต่ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน และลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เผยพยายามคงอัตราการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้เกิน 2,200 ลบ.ม. ต่อวินาที เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนท้ายเขื่อนให้ได้มากที่สุด
7 ต.ค. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy