แชร์

สทนช. ยกเครื่องแผนแม่บทน้ำ ‘ชายฝั่งทะเลตะวันออก’ รับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ คุมเข้มความมั่นคงน้ำล็อกเป้าพื้นที่ EEC

อัพเดทล่าสุด: 27 มิ.ย. 2026

สทนช. เดินหน้าปรับปรุงแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก (พ.ศ. 2566–2580) นำร่องใช้กระบวนการ SEA ประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หวังแก้โจทย์ใหญ่ "น้ำโตไม่ทันเศรษฐกิจ" พร้อมรับมือภัยแล้ง-น้ำท่วมซับซ้อน เผยพื้นที่ 5 จังหวัด ชลบุรี-ระยอง-ฉะเชิงเทรา-จันทบุรี-ตราด บริบทต่างกันลิบลับ เล็งเลิกใช้สูตรสำเร็จแบบม้วนเดียวจบ หันพึ่งธรรมชาติบำบัดฟื้นฟูระบบนิเวศตั้งแต่ต้นน้ำยันป่าชายเลน

นายศราวุธ สากล ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 2 (สทนช.ภาค 2) เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการขยายตัวของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทั้งในภาคอุตสาหกรรม เมือง การท่องเที่ยว เกษตรกรรมมูลค่าสูง และเศรษฐกิจชายแดน ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำพุ่งสูงและเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกัน ปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศก็รุนแรงขึ้น ทั้งความผันผวนของฝน ภัยแล้ง น้ำท่วมฉับพลัน และปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำบริเวณปากแม่น้ำ สทนช. จึงจำเป็นต้องปฏิรูปกรอบการทำงานใหม่ ไม่สามารถใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไปลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกครอบคลุม 5 จังหวัด (ชลบุรี, ระยอง, ฉะเชิงเทรา, จันทบุรี, ตราด) ซึ่งมีภูมิประเทศที่น้ำไหลหลากเร็วในฤดูฝนแต่แห้งขอดในฤดูแล้ง แถมบริบทพื้นที่ยังต่างกันสุดขั้ว ตั้งแต่เขตโรงงานไฮเทค แหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ไปจนถึงสวนผลไม้เศรษฐกิจและแหล่งประมง แผนใหม่จึงจะถูกออกแบบให้ แก้ปัญหาตรงจุดตามความรุนแรงของแต่ละพื้นที่ โดย ใช้ "SEA" วางยุทธศาสตร์เหนือกาลเวลา: นำกระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) มาวิเคราะห์ผลกระทบสะสมในระยะยาว เพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุดระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการรักษาสิ่งแวดล้อม เน้นพึ่งพาธรรมชาติ (Nature-based Solutions): นอกเหนือจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั่วไปแล้ว แผนฉบับนี้จะเน้นการใช้ธรรมชาติเยียวยาธรรมชาติ เช่น การฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ การอนุรักษ์ป่าชายเลน และการทำพื้นที่หน่วงน้ำธรรมชาติเพื่อลดปัญหาน้ำท่วมและกักเก็บน้ำต้นทุน
 
 
 
“สทนช. ย้ำว่า โครงการนี้จะให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่อย่างแท้จริง ผ่านการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นและประชุมกลุ่มย่อย เพื่อนำข้อมูลทางวิชาการมาผสานกับประสบการณ์จริงของคนในพื้นที่ โดยผลการศึกษานี้จะถูกนำไปใช้เป็นคัมภีร์จัดสรรงบประมาณและแผนปฏิบัติการของทั้งหน่วยงานรัฐ ท้องถิ่น และภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป”ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 2 กล่าวทิ้งท้าย
 
 
 
 
 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy